Ratsada
ตัวอย่างงานของท่าน คือ

​พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี  (คอซิมบี้ ณ ระนอง)​

      คอซิมบี๊ เป็นบุตรคนที่ 6 ของพระยาดำรงสุจริตมหิศรภักดี (คอซู้เจียง) ท่านเกิดเมื่อวันที่ 8 เมษายน 2400 ถึงแก่อนิจกรรมเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2456


 เมื่ออายุได้ 9 ขวบ ได้ติดตามบิดาไปประเทศจีน ศึกษาภาษาจีน และการทำธุรกิจ ทำให้ท่านไม่มีโอกาสเรียนหนังสือไทย แต่ท่านสามารถเขียนภาษาจีน และพูดได้ถึง 9 ภาษา คือ ไทย อังกฤษ มลายู ฮินดูสตานี และภาษาจีนต่างๆ อีก 5 ภาษา    
​       
พุทธศักราช 2425 เมื่อบิดาถึงแก่อนิจกรรม คอซิมก๊อง พี่ชายได้นำเข้าถวายตัวเป็นมหาดเล็กในรัชกาลที่ 5 ได้รับพระราชทานสัญญาบัตรที่ หลวงบริรักษ์โลหวิสัย ผู้ช่วยราชการเมืองระนอง  
        
พุทธศักราช 2428 ได้เป็นที่ พระอัษฎงคตทิศรักษา ผู้ว่าราชการเมืองตระ (กระบุรี)    
      
พุทธศักราช 2433 ได้เป็นที่ พระยารัษฎานุประดิษฐ์มหิศรภักดี ผู้ว่าราชการเมืองตรัง  
​         
พุทธศักราช 2444 ได้เป็นที่ สมุหเทศาภิบาลมณฑลภูเก็ต


พระยารัษฎานุประดิษฐ์ฯ (คอซิมบี๊) เป็นนักปกครองที่สามารถและเป็นนักพัฒนาที่ทันสมัย โดยมุ่งพัฒนาบ้านเมืองในหลักสำคัญ 6 ประการ คือ การคมนาคมสื่อสาร การศึกษา การสาธารณสุข การเกษตรกรรม การค้าขาย การปราบปรามโจรผู้ร้ายและการรักษาความสงบ ทั้งนี้โดยวางแผนการพัฒนาไว้ล่วงหน้าทุกจังหวัดและแตกต่างกันไปตามสภาพแวดล้อม 




ท่านให้ความสำคัญของการติดต่อขนส่งและการสื่อสารเป็นอย่างยิ่ง ได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตย้ายเมืองตรังจากตำบลควนธานี ซึ่งมีการติดต่อคมนาคมได้เฉพาะทางน้ำ ไปตั้งที่ตำบลกันตัง อันเป็นทำเลที่จะติดต่อได้สะดวกกว่า และดำเนินการตัดถนนระหว่างตำบลเมือง จังหวัด ให้ติดต่อถึงกันได้โดยสะดวก จากนั้นจึงชักชวนราษฎรให้ปลูกสร้างบ้านเรือนอยู่ริมถนน วิธีการตัดถนน ของท่านเป็นไปอย่างพิสดาร เพราะไม่มีเครื่องจักรเครื่องยนต์ ในถนนที่สูงชันอย่างเช่น เขาพับผ้า ซึ่งเชื่อมจังหวัดตรังกับจังหวัดพัทลุง ท่านให้เผาหินภูเขาจนแดง แล้วใช้น้ำราดให้หินแตก ใช้ช้างลากก้อนหินมาบดถนนให้แน่น นับเป็นอัจฉริยภาพของท่านที่ไม่ยอมให้อุปสรรคมาขวางหน้า
สมัยนั้นใช้ "เกวียน" เป็นหลัก ท่านได้จัดสร้างเกวียน และซื้อโคด้วยเงินบำรุงเมืองซึ่งเรียกเก็บเจ้าของเหมืองแร่ แลกเปลี่ยนกับการที่เจ้าของเหมืองจะต้องขุดลอกคูคลองที่ตื้นเขิน จากนั้นก็จ่ายเกวียนให้แก่กำนันผู้ใหญ่บ้านใช้เป็นที่แพร่หลาย ราษฎรเรียกว่า " เกวียนเทศา" ตามตำแหน่งของท่านเมื่อเป็นสมุหเทศาภิบาลมณฑล

ท่านให้ความสำคัญต่อการศึกษามาก ทั้งภาคประชาชน และภิกษุสามเณร ได้จัดตั้งโรงเรียนสอนปริยัติธรรม จัดหาพระภิกษุที่มีความรู้มาสอน จัดตั้งโรงเรียนสำหรับเด็กตามวัด จ้างครูที่มีความรู้ความสามารถ โดยใช้เงินบำรุงเมืองจ่ายเงินเดือนครู หากหาครูฆราวาสไม่ได้ ก็นิมนต์พระภิกษุสอน โดยถวายเป็นเงินนิตยภัต ส่วนเด็กนักเรียนต้องเสียค่าเล่าเรียนครอบครัวละ 1 บาท ต่อเดือน


หากท่านไปตรวจราชการแล้วพบเด็กที่ไม่ได้เรียนหนังสือ ท่านจะนำใส่รถมาพบพ่อแม่ผู้ปกครอง หากพ่อแม่ยากจนส่งเสียให้เรียนไม่ได้ ท่านจะมอบหมายให้ข้าราชการคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ปกครองแทน เมื่อท่านกลับไปตรวจราชการที่นั้นอีก ผู้ปกครองคนใหม่ต้องนำเด็กมาพบทุกครั้งเพื่อจะสอบถามการเรียนและการอบรมสั่งสอน หากปรากฏว่าเด็กพัฒนาขึ้นเป็นที่พอใจ ท่านจะให้รางวัลและชมเชยผู้ปกครอง การกระทำอย่างนี้ ท่านได้ปฏิบัติอยู่เสมอ
แนะนำราษฎรเลี้ยงไก่ บ้านละ 5 แม่ ปลูกพืชผักสวนครัวอย่างละ 5 ต้น หากผู้ใดทำนาและสวนครัวได้ผลในเนื้อที่ 25 ไร่ จะได้รับยกเว้นการเกณฑ์แรงงานโยธาปีละ 15 วัน ถ้าปลูกมะพร้าว 50 ต้น หมาก 100 ต้น กาแฟ 50 ต้น ภายใน 10 ปีไม่ต้องเสียภาษีอากร ทั้งนี้ มีเจ้าหน้าที่ของจังหวัด อำเภอ กำนัน และผู้ใหญ่บ้าน ตรวจตราอย่างเข้มงวดเสมอ

เมื่อพริกไทยพืชส่งออกของไทยราคาตกต่ำลง ท่านจึงศึกษาการปลูกและทำยางพาราจากรัฐมลายู (ประเทศมาเลเซีย) ได้นำพันธุ์ยางพารามาชักชวนแกมบังคับให้ประชาชนปลูกจนเป็นสินค้าส่งออกที่สำคัญ ราษฎรเรียกว่า “ยางเทศา” และได้สร้าง “เกวียนเทศา” เพื่อขนส่งยางดังกล่าว ยางต้นแรกปลูกที่ อ.กันตัง จ.ตรัง


ได้จัดให้มีแพทย์ประจำตำบลขึ้นทั่วไป เรียกว่าแพทย์เชลยศักดิ์ หากที่ใดไม่มีแพทย์เชลยศักดิ์ ก็ขอร้องพระสงฆ์ที่มีความรู้ ทางด้านแพทย์หรือยาสมุนไพรช่วยรักษาโรคภัยไข้เจ็บแก่ราษฎร
ท่านมอบหมายให้ราษฎรแต่ละหมู่บ้านร่วมแรงร่วมใจกัน มีเกราะตีบอกเหตุ เช่น ตีเกราะเรียกประชุมปกติ ตีเกราะเรียกประชุมด่วน ตีเกราะเมื่อมีเหตุการณ์สำคัญ เป็นต้น ถ้าตีเกราะบอกเหตุร้าย ราษฎรทุกคนจะต้องนำอาวุธประจำตัวติดไปประชุมด้วย เพื่อทันแก้ไขสถานการณ์ 

ในสมัยของท่านมีชาวต่างประเทศเข้ามาค้าขายมาก เพื่อให้การหมุนเวียนการเงิ���เป็นไปโดยสะดวก รวดเร็ว และปลอดภัย จึงชักชวน "ชาร์เตอร์แบงค์" ในต่างประเทศเข้ามาตั้งสาขา เกิดธนาคารขึ้นเป็นแห่งแรกในประเทศไทย

ส่งข้าราชการไปศึกษาดูงานต่างประเทศ เพื่อนำความรู้กลับมาใช้ โดยส่งพระยาสุรินทราชา (นกยูง วิเศษกุล) กับพระยาอาณาจักร (อ้น ณ ถลาง) ไปดูงานการเกษตรและการปลูกยางพาราที่สหพันธรัฐมลายู

เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อย จัดทำแผนที่มณฑล บัญชีรายชื่อ รูปพรรณคนร้าย ฯลฯ ได้ซื้อเรือกลไฟไว้ตระเวนตรวจตรา เป็นการดูแลความปลอดภัยทางการค้าต่างประเทศ ออกทะเบียนเรือราษฎรเพื่อป้องกันการโจรกรรม

อ้างอิงข้อมูลจาก  http://www.naranong.net/

อ้างอิงข้อมูลและภาพจาก  http://th.wikipedia.org/